วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

12 สิง วันแม่แห่งชาติ

ไฟล์:Mali flower.jpg

วันแม่แห่งชาติ

วันแม่แห่งชาติ

แต่เดิมนั้น วันแม่แห่งชาติได้กำหนดเอาไว้เมื่อ วันที่ 15 เมษายน ของทุก ๆ ปี ซึ่งเป็นมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมา
ภาพวันแม่
วันแม่แห่งชาติ
จากนั้นได้รับความสำเร็จด้วยดีด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป และมีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ ประกวดเรียงความวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความสำคัญของแม่ ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของ รัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
โดยทั่วไปเรียกกันว่าวันแม่ของชาติ ต่อมา พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนแปลงใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็น วันแม่แห่งชาติ เริ่มใน ปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน


สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่


ดอกมะลิ
ดอกมะลิ ดอกไม้ประจำวันแม่
ดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย มะลิ เป็นพืชดอก พบได้ในเอเชีย ดอกมีกลิ่นหอมเย็น คนไทยนิยมนำมาลอยน้ำเย็นเพื่อดื่ม

พันธุ์ดอกมะลิ


    • มะลิลา หรือ มะลิซ้อน เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดียวออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกสีขาว
    • มะลุลี ลักษณะต้น ใบ อื่น ๆ คล้ายมะลิลา แต่ใบใหญ่กว่าดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก และดอกกลางบานก่อน เช่นกัน แต่มีดอกซ้อน 3-4 ชั้น ปลายกลีบมน
    • มะลิถอด ลักษณะ โดยทั่ว ๆ ไป ทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบ รูปแบบของใบคล้ายมะลิลาซ้อน แต่ใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อมี 3 ดอก ดอกซ้อนมากชั้นกว่า คือ 3-6 ชั้น
    • มะลิซ้อน ลักษณะ ทั่ว ๆ ไปคล้ายมะลิถอด และมะลิลาซ้อน แต่ใบมีลักษณะแคบกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอกเช่นกัน กลีบดอกซ้อน แต่ซ้อนกว่า 5 ชั้น
    • มะลิพิกุล หรือ มะลิฉัตร ลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ 4 ชนิดแรก ใบคล้ายมะลิซ้อนและมีคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นช่อ 3 ดอก ดอกซ้อนเป็นชั้น ๆ

เพลงที่ใช้ในวันเเม่

ค่าน้ำนม คือ เพลงอย่างเป็นทางการที่ใช้ในงานวันเเม่เเห่งชาติ เเต่งขึ้นโดย อาจารย์ สมยศ ทัศนพันธ์ ได้เรียบเรียงบทเพลงที่เรียกได้ว่า ขึ้นหิ้งอมตะ และเป็นงานเพลงชิ้นเอก ซึ่งได้ฟังเมื่อไร เป็นต้องหวนระลึกถึงบุญคุณของเเม่เเละวันคืนเก่าๆ ของวิถีไทยในสมัยก่อน

เพลงค่าน้ำนม ที่เปิดใช้ในวันสำคัญ วันแม่แห่งชาติ
แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล
แม่เราเฝ้าโอละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเหไปจนไกล
แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดแต่รักลูกปักดวงใจ
เติบโตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไรมิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม
ควรคิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้จะมีอะไรเหมาะสม
โอ้ว่าแม่จ๋าลูกคิดถึงค่าน้ำนมเลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน
ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน
บวชเรียนพากเพียรจนสิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกินทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย
มะลิหอมน้อมวางข้างข้างตัก
กรุ่นกลิ่น "รัก" บริสุทธิ์ผุดผ่องใส
แทนทุกคำทุกถ้อยร้อยจากใจ
เป็นมาลัย "กราบแม่" พร้อมน้อมบูชา
กี่พระคุณจากใครอื่นนับหมื่นแสน
อาจทนแทนเปรยเปรียบเทียบคุณค่า
แต่พระคุณ"หนึ่งหยดน้ำนมมารดา"ทั้งสามภพจบหล้า...หาเทียมทัน
ลูกไม่อาจเอ่ยแสดงแถลงถ้อย
หรือเรียงร้อยพจนามาเสกสรรค์
เพื่อบรรยายพระคุณนี้ที่ "อนันต์"
จึงตั้งมั่น "กตัญญุตา" ตลอดไป
หนึ่งคำ "รัก" ลูกรักแม่ แม้ค่าน้อย
ต่างเพชรพลอย ตีราคาค่ามิได้
แต่แม่จ๋า... "รักที่หนึ่ง" ของหัวใจ
มิใช่ใคร "ลูก รัก แม่" แน่นิรันดร์

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเลือกตั้งของประเทศมาเลเซีย


5พ.ค.ชี้ชะตาเลือกตั้งมาเลย์โต๊ะเจรจายังอยู่

5พ.ค.ชี้ชะตาเลือกตั้งมาเลเซีย รัฐบาลเปลี่ยน...โต๊ะเจรจายังอยู่!


              การเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออกกับการเลือกตั้งภายในประเทศมาเลเซียในวันที่ 5 พฤษภาคม นี้ โดยเฉพาะข้อที่ว่า ผลจากการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพที่ภาคใต้ของไทยถือเป็นผลงานของ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียโดยตรง

              ดังนั้น การเลือกตั้งภายในของมาเลเซียครั้งนี้จึงได้รับการจับตามองจากคนไทยมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า หากพรรครัฐบาลของนายนาจิบแพ้การเลือกตั้ง และพรรคฝ่ายค้านพลิกกลับมาเป็นรัฐบาลแทน "โต๊ะเจรจาสันติภาพ" ที่รัฐบาลชุดเก่าเป็นเจ้าภาพอำนวยความสะดวกเอาไว้ จะล้มครืนตามไปด้วยหรือไม่ !?

              ทั้งนี้ ในการประชุมหน่วยงานความมั่นคงที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จึงได้มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือด้วย

              หนึ่งในคณะทำงานพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ร่วมคณะกับเลขาธิการ สมช. วิเคราะห์ว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งในมาเลเซียจะมีการเปลี่ยนขั้วหรือไม่ การพูดคุยเพื่อสันติภาพก็จะต้องเกิดขึ้นต่อไป เพราะรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซียจะต้องร่วมมือกันในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการท่าเรือทวาย ซึ่งมีส่วนสำคัญ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย

              หนึ่งในคณะทำงานพูดคุยของสมช. เชื่อว่า มาเลเซียต้องพยายามดำเนินการให้การพูดคุยกันในครั้งนี้จบลงด้วยดี ไม่เช่นนั้นมาเลเซียก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านจะชนะการเลือกตั้งก็จะต้องเดินหน้าให้การพูดคุยได้ข้อยุติลงด้วยสันติวิธี

              เขายังเผยถึงเงื่อนไขในการเจรจาล่าสุดกับแกนนำบีอาร์เอ็นด้วยว่า "ในการพูดคุยได้มีการโยนคำถามว่าให้พวกคุณ (บีอาร์เอ็น) หยุดก่อเหตุได้หรือไม่ประมาณ 1 เดือน ซึ่งหากหยุดไม่ได้ก็แสดงว่าไม่ใช่ตัวจริง และถ้าสั่งไม่ได้ ต่อไปเราก็อาจจะมีการพูดคุยกับกลุ่มอื่น”

              ส่วนเงื่อนไข 5 ข้อของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ย้ำชัดเจนถึงการแบ่งแยกดินแดน และพยายามยกระดับการเจรจาสู่สากลนั้น เขามองว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงการแสดง "จุดยืน" ของเขาเท่านั้น และการพูดคุยกันในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการเจรจา แต่เป็นการรับฟัง และเปิดช่องทางการพูดคุยเท่านั้น

              “เงื่อนไข 5 ข้อที่บีอาร์เอ็นยื่นมานั้น โดยเฉพาะการให้มาเลเซียเป็นตัวกลางในการเจรจา มาเลเซียได้ประกาศชัดแล้วว่าเขาจะทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุยกันเท่านั้น ดังนั้น 5 ข้อที่เสนอมานั้น ถูกมาเลเซียปฏิเสธไปแล้วหนึ่งข้อ ส่วนที่เหลืออีก 4 ข้อนั้น ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยทั้งหมด” ทีมเจรจา สมช.กล่าวย้ำ

              รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสอดคล้องกันว่า ไม่ว่าพรรครัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้านจะเข้ามาครองอำนาจ โต๊ะเจรจาก็จะยังคงดำเนินต่อไป เพราะมาเลเซียต้องการมีบทบาทในการสร้างสันติภาพ เพื่อสร้างภาพความเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว

              อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า แม้การดำเนินนโยบายหลักๆ จะไม่ต่างกัน แต่ตัวบุคคลที่จะเข้ามาพูดคุย และประเด็นในการเจรจาคงจะเปลี่ยนไปพอสมควร โดยจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเพราะพรรคฝ่ายค้านของมาเลเซีย โดยเฉพาะพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย หรือพรรคปาส มีความใกล้ชิดกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมากกว่าฝ่ายรัฐบาลมาเลเซีย

              "อย่าง นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น จะมีความใกล้ชิดกับตำรวจสันติบาลของมาเลเซีย และรัฐบาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์มากกว่า แต่ถ้าพรรคฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลเราคงได้เห็นคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาเจรจามากขึ้น ซึ่งน่าจะถูกใจกลุ่มศาสนา และเด็กในพื้นที่มากกว่า แต่จะทำให้รัฐบาลไทยเจรจาได้ยากขึ้น" รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

              ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มการเลือกตั้งในครั้งนี้นับว่าสูสีคู่คี่มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งมาเลเซีย โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกันระหว่าง นายนาจิบ ราซัค ผู้สมัครจากพรรคสหมาเลย์แห่งชาติ หรือพรรคอัมโน กับ นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้สมัครพรรคฝ่ายค้าน และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นคู่กัดตลอดกาลของพรรครัฐบาล และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด

              โดยนายนาจิบ ราซัค หาเสียงด้วยนโยบายการแก้กฎหมายเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ขณะที่ นายอันอาร์ อิบราฮิม ผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้าน ชูนโยบายการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หลังจากพรรคอัมโนผูกขาดการปกครองของมาเลเซียมายาวนานกว่า 56 ปี

              น่าสนใจว่า ทั้งคู่มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน โดยนายอันวาร์เป็นขวัญใจ "คนรุ่นใหม่" ในช่วงระหว่างอายุ 20-30 ปี โดยผลการสำรวจคะแนนนิยมพบว่า นายอันวาร์มีคะแนนนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ 52 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นายนาจิบได้คะแนนนิยมเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่มองว่า นายราจิบปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการควบคุมสื่อ และบริหารประเทศล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์

              แต่ผลการสำรวจคะแนนนิยมในกลุ่มประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปพบว่า นายราจิบมีคะแนนนิยม 61 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ถือว่าได้น้อยกว่าทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมา และทำให้พรรคอัมโนมีแนวโน้มที่จะได้ ส.ส.เข้าไปนั่งในสภาน้อยลง และจะทำให้การผลักดันกฎหมาย หรือนโยบายสำคัญทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานในอนาคต หากได้กลับไปเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

              ส่วนกลุ่มคนไทยในมาเลเซีย โดยเฉพาะผู้ที่ถือบัตรประชาชน "สองสัญชาติ" ก็ถือว่าเป็นตัวแปรหนึ่งในการเลือกตั้งมาเลเซียเช่นกัน โดยกลุ่มคนไทยในมาเลเซีย โดยเฉพาะในรัฐตอนเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของพรรคฝ่ายค้านมาเลเซียมาช้านาน และเป็นพื้นที่ที่พรรครัฐบาลพยายามช่วงชิงแต้มกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด

              มีรายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลมาเลเซียพยายามลดช่องว่างของคะแนนเสียงส่วนนี้ด้วยการบีบกลุ่มที่มี "หมายจับ" ของทางการไทยให้สนับสนุนพรรครัฐบาล เพื่อแลกกับการได้อยู่ในมาเลเซียต่อ ไม่ต้องถูกส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ซึ่งถือเป็น "ไม้เด็ด" ที่น่าจะช่วงชิงคะแนนเสียงกลับไปได้พอสมควร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซีย ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ (5 พ.ค.) ปรากฏว่า หลังปิดหีบลงคะแนนผ่านไปประมาณ 9 ชั่วโมง และนับบัตรได้กว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมด พรรคร่วมรัฐบาลในนาม “แนวร่วมแห่งชาติ” นำโดยพรรคอัมโนของ นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค คว้าชัยชนะได้สำเร็จ เมื่อได้ ส.ส. เข้าสู่รัฐสภาแล้วอย่างน้อย 127 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากจากทั้งหมดในรัฐสภา 222 ที่นั่ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเอกเทศ ขณะที่แนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค นำโดยนายอันวาร์ อิบราฮิม ได้ ส.ส. แล้ว 77 ที่นั่ง
นับเป็นชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไป 13 ครั้งติดต่อกัน ของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งผูกขาดครองอำนาจเป็นรัฐบาลมาตลอด ตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2500 และเป็นชัยชนะที่ค่อนข้างผิดความคาดหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่สุดจากฝ่ายค้าน
เจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติมาเลเซีย เผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนราว 13 ล้านคน ตัวเลขผู้ที่ออกไปใช้สิทธิสูงถึง 80 % หรือกว่า 10 ล้านคน โดยการลงคะแนนมีขึ้นในหน่วยเลือกตั้งกว่า 8,000 หน่วยทั่วประเทศ ระหว่างเวลา 08.00 น. – 17.00 น

ประเทศมาเลเซียจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2556 หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556[2] โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐ 12 จาก 13 รัฐ (ยกเว้นรัฐซาราวัก) หลังธรรมเนียมปฏิบัติที่เริ่มตั้งแต่ปี 2547 ให้จัดการเลือกตั้งเหล่านี้พร้อมกัน[3][4]
พรรครัฐบาล แนวร่วมแห่งชาติ (BN) ที่ครอบงำโดยพรรคอัมโนของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ ได้รับเสียงข้างมาก แม้พรรคปากาตัน รักเกียตที่ตั้งโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านสามพรรค จะได้รับเสียงจากประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะที่นั่งมิได้จัดสรรตามสัดส่วน แต่ในระดับเขตเลือกตั้ง ตามระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด (first-past-the-post system) อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านมีที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่พรรครัฐบาลเสียที่นั่งเล็กน้อย
การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศมาเลเซีย พ.ศ. 2556
ธงชาติของมาเลเซีย
2551 ←5 พฤษภาคม 2556[1]

ทั้ง 222 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
และทั้ง 505 ที่นั่งในสภานิติบัญญัติรัฐใน 12 รัฐของมาเลเซีย (ยกเว้นรัฐซาราวัก)

ฝ่ายข้างมากต้องได้เกิน 112 ที่นั่ง
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง84.84%
 พรรคที่หนึ่งพรรคที่สอง
 Dato Sri Mohd Najib Tun Razak.JPGAnwar 980416.jpg
ผู้นำนาจิบ ราซะก์อันวาร์ อิบราฮิม
พรรคพรรคแนวร่วมแห่งชาติพรรคปากาตัน รักเกียต
ผู้นำตั้งแต่3 เมษายน 255228 สิงหาคม 2551
ที่นั่งผู้นำปกันเปอร์มาตังปาอูห์
ผลครั้งที่แล้ว140 ที่นั่ง, 50.27%82 ที่นั่ง, 46.75%
ที่นั่งที่ได้13389
เปลี่ยนแปลง 7 7
คะแนนเสียง5,237,6995,623,984
ร้อยละ47.38%50.87%
Swing 2.89%4.12%

นายกรัฐมนตรี
ก่อนการเลือกตั้ง

นายกรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั้ง